วันที่ 6 สิงหาคม 2026 ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกเผชิญการช่วงชิงระหว่างฝั่งซื้อและขายระลอกใหม่ หลังความผันผวนรุนแรงจากข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรต้นเดือนสิงหาคม ทองคำและเงินในตลาดเอเชียและยุโรปเคลื่อนไหวต่างทิศทาง: ทองคำถูกกดดันจากดัชนีดอลลาร์ที่ดีดตัวขึ้น ทดสอบแนวรับระยะสั้น; เงินยังคงแข็งแกร่งจากความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่สูงและช่องว่างอุปทานที่กว้างขึ้น บทความนี้จะวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดทองคำและเงินในวันนี้ จากมุมมองเศรษฐกิจมหภาค ปัจจัยพื้นฐานอุปสงค์อุปทาน เทคนิค และกระแสเงินทุน
สภาพแวดล้อมมหภาค: ดอลลาร์ดีดตัวกดดันราคาทอง แต่ความกังวลยังไม่จางหาย
ณ ช่วงเที่ยงตลาดเอเชียวันที่ 6 สิงหาคม ทองคำสปอตอยู่ที่ 2,528 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลง 0.3% จากวันก่อนหน้า; เงินสปอตอยู่ที่ 45.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงเล็กน้อย 0.1% แต่ยังยืนเหนือระดับ 45 ดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 101.50 หลังอ่อนค่าต่อเนื่องสามสัปดาห์ สร้างแรงกดดันต่อโลหะมีค่าที่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า การดีดตัวของดอลลาร์ครั้งนี้เป็นการปรับฐานทางเทคนิคมากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้ม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.90% หลังจากแตะ 3.85% เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม แต่ตลาดยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนสูงถึง 75% ฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยเฟดแสดงให้เห็นว่า เทรดเดอร์เดิมพันว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยเป็นแรงหนุนระยะยาวให้ทองคำ เพราะการลดดอกเบี้ยจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนทวีความรุนแรงขึ้นต้นเดือนสิงหาคม ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์สินใจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการค้าด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีนที่ยกระดับขึ้น ก็เพิ่มความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันผลักดันความต้องการสินทรัพย์สินใจ และจำกัดขาลงของราคาทอง
อุปสงค์-อุปทานเงิน: ความต้องการภาคอุตสาหกรรมสูง ช่องว่างอุปทานกว้างขึ้น
เงินในวันที่ 6 สิงาคมาคม แข็งแกร่งกว่าทองคำ โดยได้แรงหนุนหลักจากความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง รายงานล่าสุดจากสถาบันเงินโลก (Silver Institute) แสดงว่า ครึ่งแรกของปี 2026 ช่องว่างอุปทานเงินทั่วโลกสูงถึง 120 ล้านออนซ์ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยความต้องการเงินจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า และระบบระบายความร้อนเซิร์ฟเวอร์ AI เติบโตอย่างโดดเด่น
- อุตสาหกรรมแสงอาทิตย์: การติดตั้งแผงโซลาร์ทั่วโลกในครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลักดันการใช้เงินในแผงโซลาร์เซลล์สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- AI และศูนย์ข้อมูล: ระบบระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ AI ใช้ซิลเวอร์เพสต์และโลหะผสมเงินจำนวนมาก คาดว่าทั้งปี 2026 จะใช้เงินประมาณ 15 ล้านออนซ์
- รถยนต์ไฟฟ้า: ความต้องการหน้าสัมผัสเงินและชุดสายไฟโลหะผสมเงินในรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโต ครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้านอุปทาน ผลผลิตเหมืองเงินหลักของโลกในครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของอุปสงค์มาก ปัญหาปริมาณแร่ลดลงและขาดแคลนแรงงานในประเทศผู้ผลิตเงินหลัก เช่น เม็กซิโก เปรู และจีน ยังไม่คลี่คลาย ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของอุปสงค์-อุปทานที่ไม่สมดุลนี้ เป็นแรงหนุนพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้ราคาเงิน
การวิเคราะห์ทางเทคนิค: ทองทดสอบแนวรับ เงินยังคงแนวโน้มขาขึ้น
จากมุมมองทางเทคนิค ทองคำในวันที่ 6 สิงาคมาคม หลุดต่ำกว่า 2,520 ดอลลาร์ระหว่างวัน แต่ดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว แสดงว่าแนวรับที่ 2,500 ดอลลาร์แข็งแกร่ง ในกราฟรายวัน ทองคำยังอยู่ในช่องแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 5 วัน (2,535 ดอลลาร์) และ 10 วัน (2,520 ดอลลาร์) เรียงตัวแบบขาขึ้น ดัชนีกำลังสัมพัทธ์ (RSI) ปรับลงมาอยู่ใกล้ 60 แสดงว่าแรงกดดันซื้อมากเกินไปได้ปลดปล่อยบางส่วน อาจเกิดการดีดตัวในระยะสั้น
ทางเทคนิคของเงินมองในแง่ดีมากกว่า ราคาเงินทะลุ 45 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 5 สิงาคมาคม วันที่ 6 สิงาคมาคม ทดสอบแนวรับ 44.80 ดอลลาร์ แล้วกลับมายืนเหนือ 45 ดอลลาร์ แถบ Bollinger ขยายกว้างขึ้น แถบบนอยู่ที่ 46.50 ดอลลาร์ แสดงว่าโมเมนตัมขาขึ้นเพียงพอ อัตราส่วนทองคำ/เงิน (Gold/Silver Ratio) ปัจจุบันอยู่ที่ 56.0 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ที่ 65-70 มาก บ่งชี้ว่าเงินยังมีช่องว่างให้ปรับตัวขึ้นตาม
“คุณสมบัติทางอุตสาหกรรมของเงินกำลังออกแรง และคุณสมบัติสินทรัพย์สินใจก็เพิ่มขึ้นด้วย” มาร์ค วิลเลียมส์ นักวิเคราะห์จากสมาคมตลาดทองคำและเงินลอนดอน (LBMA) กล่าว “หากอัตราส่วนทองคำ/เงินหลุดต่ำกว่า 55 เงินอาจเร่งขึ้น ท้าทายแนวต้าน 50 ดอลลาร์”
กระแสเงินทุน: การถือครอง ETF เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางซื้อทองไม่ลด
ข้อมูลกระแสเงินทุนแสดงว่า ความสนใจของนักลงทุนต่อโลหะมีค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กองทุน ETF ทองคำใหญ่สุดของโลก—SPDR Gold Shares (GLD) มีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.2 ตันในวันที่ 5 สิงาคมาคม ทำให้ปริมาณการถือครองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,245 ตัน สูงสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 กองทุน ETF เงิน—iShares Silver Trust (SLV) มีเงินไหลเข้าสุทธิ์ 245 ตันในวันที่ 5 สิงาคมาคม ทำให้ปริมาณการถือครองรวมถึง 22,800 ตัน สร้างสถิติสูงสุดใหม่
ด้านการซื้อทองของธนาคารกลาง ข้อมูลล่าสุดจากสภาทองคำโลก (WGC) แสดงว่า ไตรมาสที่สองของปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองสุทธิ์ 183 ตัน เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสแรก โดยธนาคารกลางในเอเชีย (รวมจีน, อินเดีย และไทย) ยังคงเป็นกำลังหลักในการซื้อทอง รวมกันคิดเป็น 55% ของการซื้อทั่วโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มการถือครองทอง 8 ตันในไตรมาสที่สอง ทำให้ปริมาณสำรองรวมเป็น 265 ตัน คิดเป็นประมาณ 8% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
ตลาดไทย: เงินบาทอ่อนค่าดันราคาทองในประเทศ
ในตลาดไทย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 0.4% ในวันที่ 6 สิงาคมาคม อยู่ที่ 35.20 บาทต่อดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าบวกกับราคาทองโลกที่สูง ทำให้ราคาทองรูปพรรณในประเทศทำสถิติสูงสุดใหม่ ตามราคาจากสมาคมค้าทองคำ (TGTA) วันที่ 6 สิงาคมาคม ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 38,200 บาทต่อบาททอง (15.244 กรัม) เพิ่มขึ้น 200 บาทจากวันก่อนหน้า
“เงินบาทอ่อนค่าเป็นปัจจัยหลักที่ดันราคาทองในประเทศ” วีรศักดิ์ พงษ์พานิช ที่ปรึกษาสมาคมค้าทองคำกล่าว “นักลงทุนควรระวังความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากเงินบาทแข็งค่ากลับมา ราคาทองในประเทศอาจปรับฐาน”
ตลาดเงินในไทยก็คึกคักเช่นกัน ฟิวเจอร์สเงินไทย (SBV) ในวันที่ 6 สิงาคมาคม มีปริมาณการซื้อขายถึง 12,500 สัญญา เพิ่มขึ้น 18% จากวันก่อนหน้า ความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม (เช่น ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับ) สูง ผลักดันให้สัญญาคงค้างของฟิวเจอร์สเงินทำสถิติสูงสุดใหม่
แนวโน้ม: ระยะสั้นผันผวน แนวโน้มขาขึ้นระยะกลาง-ยาวไม่เปลี่ยน
มองไปข้างหน้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า ทองคำและเงินในระยะสั้นถึงกลางจะรักษาแนวโน้มผันผวนแต่แข็งแกร่ง ปัจจัยมหภาค (การคาดการณ์ลดดอกเบี้ย, ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์, ดอลลาร์อ่อน) และปัจจัยพื้นฐานอุปสงค์-อุปทาน (ธนาคารกลางซื้อทอง, ความต้องการเงินภาคอุตสาหกรรม) ร่วมกันเป็นสองเสาหลักของตลาดกระทิงโลหะมีค่า
- ทองคำ: ระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบจากดอลลาร์ดีดตัว ผันผวนในกรอบ 2,500-2,550 ดอลลาร์ แต่หากเฟดลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนจริง ราคาทองมีโอกาสท้าทายจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ 2,600 ดอลลาร์อีกครั้ง
- เงิน: ได้รับประโยชน์จากความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่พุ่งขึ้นและช่องว่างอุปทานที่กว้างขึ้น เงินจะยังคงทำผลงานดีกว่าทองคำ เป้าหมายราคามองที่ 48-50 ดอลลาร์ แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น
“ตรรกะระยะยาวของตลาดโลหะมีค่าไม่เปลี่ยน” แอนดรูว์ มิลเลอร์ นักวิเคราะห์โลหะมีค่าจาก Credit Suisse กล่าว “แนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์โลก, การซื้อทองของธนาคารกลาง และความต้องการเงินจากการเปลี่ยนผ่านสีเขียว จะหนุนราคาในอีกหลายปีข้างหน้า”
สำหรับนักลงทุนไทย ในบริบทที่เงินบาทอ่อนค่า การถือทองคำและเงินไม่เพียงเป็นเครื่องมือหลบภัย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาโลหะมีค่าผันผวนสูง นักลงทุนควรจัดสรรสินทรัพย์อย่างเหมาะสมตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง หลีกเลี่ยงการไล่ราคา
(บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ควรใช้วิจารณญาณก่อนเข้าสู่ตลาด)
ข้อควรระวังด้านลิขสิทธิ์: บทความนี้เป็นข้อมูลต้นฉบับของ ThaiDivi กรุณาติดต่อเราสำหรับการขออนุญาตเผยแพร่ซ้ำ

